งานวิจัยที่มีผู้เข้าดูมากที่สุด
| ชื่อเรื่อง | ประเภทงานวิจัย | ปีที่พิมพ์ | อ่าน | รายละเอียด |
|---|---|---|---|---|
| อิทธิพลของการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกต่อการให้ผลผลิตของดาวเรืองพันธุ์ ทองเฉลิม 5011 | งานวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์ | 2556 | ||
| ประสิทธิภาพของสารจากพืชในการควบคุมมอดแป้ง | งานวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์ | 2556 | ||
| การเปรียบเทียบผลของการใช้กรดซิตริก (Citric Acid) และสารละลาย เกลือแกง (Sodium chloride) ที่มีความเข้มข้นและระยะเวลาแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาสีน้าตาลในแอปเปิลตัดแต่ง | งานวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร | 2555 |
งานวิจัยที่มีผู้เข้าดาวน์โหลดมากที่สุด
| ชื่อเรื่อง | ประเภทงานวิจัย | ปีที่พิมพ์ | ดาวน์โหลด | รายละเอียด |
|---|---|---|---|---|
| อิทธิพลของการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกต่อการให้ผลผลิตของดาวเรืองพันธุ์ ทองเฉลิม 5011 | งานวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์ | 2556 | ||
| ประสิทธิภาพของสารจากพืชในการควบคุมมอดแป้ง | งานวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์ | 2556 | ||
| การเปรียบเทียบผลของการใช้กรดซิตริก (Citric Acid) และสารละลาย เกลือแกง (Sodium chloride) ที่มีความเข้มข้นและระยะเวลาแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาสีน้าตาลในแอปเปิลตัดแต่ง | งานวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร | 2555 |
ผู้วิจัย ณัฐดนัย สีทองทุม | ปีที่พิมพ์ 2556 | อ่าน 93503 ครั้ง ดาวน์โหลด 31 ครั้ง
ศึกษาชนิดของวัสดุคลุมดินที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพริกขี้หนูลูกผสมF1 พันธุ์ซุปเปอร์ฮอท 2 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Randomized Complete Block Design, RCBD) มีทั้งหมด 5 กลุ่มทดลองคือ ไม่คลุมดิน ฟางข้าว หญ้าคา แกลบดิบ และเปลือกมะพร้าวสับคลุมดิน ผลการทดลองพบว่า การใช้วัสดุคลุมดินต่างชนิดกันทุกกลุ่มทดลองให้ความสูงไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนการใช้แกลบดิบคลุมดิน มีแนวโน้มจะให้ความกว้างทรงพุ่มและน้าหนักผลผลิตเฉลี่ยสูงที่สุด
ผู้วิจัย สุภาพร ขจรเพ็ชร และ ใหญ่ ละม่อม | ปีที่พิมพ์ 2556 | อ่าน 94613 ครั้ง ดาวน์โหลด 31 ครั้ง
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะการบรรจุชาใบย่านางที่เหมาะสมและสามารถชะลอการสูญเสียคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด ในชาใบย่านางระหว่างการเก็บรักษาและการยอมรับของผู้บริโภคต่อชาใบย่านางสภาวะการบรรจุแบบต่างๆ โดยศึกษาปัจจัยสภาวะการบรรจุชาใบย่านางแบบที่มีตัวดูดซับออกชิเจนและแบบไม่มีตัวดูดซับออกชิเจนเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 40 และ 50 องศาเซลเซียสนาน 6 สัปดาห์ทำการวิเคราะห์ค่ากิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด ปริมาณความชื้น ค่าสี L* a* b* และการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระได้แก่ ชนิดของถุง อุณหภูมิการเก็บรักษาและระยะเวลาการเก็บรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณสารประกอบฟีนอลิกได้แก่ชนิดของถุง อุณหภูมิการเก็บรักษา oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษาปัจจัยที่มีผลต่อความชื้นได้แก่ ชนิดของถุง อุณหภูมิการเก็บรักษา oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อค่าสี L* ได้แก่ ชนิดของถุง oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อค่าสี a* ได้แก่ชนิดของถุง อุณหภูมิการเก็บรักษา oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อค่าสี b* ได้แก่ชนิดของถุง อุณหภูมิการเก็บรักษา oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อความชอบโดยรวมได้แก่ oxygen absorber และระยะเวลาการเก็บรักษา นอกจากนี้การเก็บรักษาชาใบย่านางที่ 6 สัปดาห์มีสภาวะการบรรจุชาใบย่านางที่บรรจุด้วยถุง PE 40°C (Y) และถุง PE 50°C (Y) เป็นสภาวะการบรรจุที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาชาใบย่านางมากกว่าถุงที่บรรจุแบบชนิดอื่นๆ โดยมีความชื้นถึง 7% ในสัปดาห์ที่ 6 และมีอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 6 สัปดาห์ที่อุณหภูมิห้อง 25°C ซึ่งมีค่ากิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระเท่ากับ 88.62 % การยับยั้งและปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดเท่ากับ 8.46 และ 8.98 มิลลิกรัมสมมูลย์กรดแกลลิค/กรัมน้ำหนักแห้ง ค่าสี a* ของชาใบย่านางที่บรรจุด้วยถุง PE 40°C (Y) และถุง PE 50°C (Y) มีค่าเท่ากับ 1.44 และ 1.62 ตามลำดับและการยอมรับของผู้บริโภคต่อชาใบย่านางที่สภาวะการบรรจุแบบที่มีตัวดูดซับออกชิเจนที่ดีที่สุดบรรจุด้วยถุง PE 40°C (Y) และถุง PE 50°C (Y) มีค่าเท่ากับ 7.30 และ 7.23 ตามลำดับ
ผู้วิจัย นางสาวรัตญาก้อนคำบา และ นางสาวอภิญญา ดวงไข | ปีที่พิมพ์ 2556 | อ่าน 94323 ครั้ง ดาวน์โหลด 84 ครั้ง
บทคัดย่อ
หัวข้อปัญหาพิเศษ ผลของสภาวะในการอบแห้งและชนิดของบรรจุภัณฑ์
ที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้ง
นักศึกษา นางสาวรัตญา ก้อนคำบา
นางสาวอภิญญา ดวงไข
สาขาวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ กิตติพร สุพรรณผิว
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของสภาวะในการอบแห้งและชนิดของบรรจุภัณฑ์ที่มีต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้งโดยใช้สภาวะในการอบแห้งที่แตกต่างกัน 3วิธี คือ1.) อบที่ 60 องศาเซลเซียสนาน 7 ชั่วโมง 2.) อบที่ 70 องศาเซลเซียสนาน 6 ชั่วโมง และ3.) อบที่ 80 องศาเซลเซียสนาน 5 ชั่วโมงนำมาวัดค่าสีและค่าความชื้น จากนั้นนำผลิตภัณฑ์บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างกัน2 ชนิด คือ ถุงอลูมิเนียมฟอยล์และเมทัลไลท์ฟอยล์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ค่าความแข็งและปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด พบว่าผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้งที่อบที่สภาวะ3มีค่าสี L* a* b*สูงที่สุด เท่ากับ 42.69 -5.41 และ 23.09 ตามลำดับ และมีปริมาณความชื้นต่ำที่สุดคือ ร้อยละ 4.42 ด้านความแข็งของผลิตภัณฑ์เริ่มต้นไม่แตกต่างกัน (P>0.05)แต่เมื่อทำการเก็บรักษาเป็นเวลา 4 สัปดาห์กระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้งที่สภาวะที่3 และบรรจุในถุงเมทัลไลท์-ฟอยล์ให้ค่าความแข็งต่ำที่สุด(P≤0.05) คือ 0.67 นิวตัน อีกทั้งยังมีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดต่ำที่สุด คือ 1×102 cfu/g ทั้งนี้พบว่ากระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้งที่สภาวะที่ 2 และ สภาวะที่ 3มีปริมาณจุลินทรีย์อยู่ระหว่าง 1.00-3.33×102 cfu/gซึ่งไม่เกินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนสาหร่ายทะเลอบ (มผช. 515/2547)จากการทดลองนี้กล่าวได้ว่าในการอบแห้งที่สภาวะที่3 และบรรจุในถุงเมทัลไลท์-ฟอยล์เหมาะสมต่อการผลิตผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบเขียวแผ่นอบแห้งมากที่สุด เนื่องจากยังคงมีคุณภาพด้านความกรอบและมีการเจริญของจุลินทรีย์ต่ำอีกทั้งมีค่าสีเขียวและค่าความสว่างมากที่สุด
คำสำคัญกระเจี๊ยบเขียว การอบแห้งบรรจุภัณฑ์
ผู้วิจัย นางสาวพิมประพา สวัสดิ์วงษ์ | ปีที่พิมพ์ 2558 | อ่าน 92309 ครั้ง ดาวน์โหลด 33 ครั้ง
บทคัดย่อ
เรื่อง ผลของวัสดุคลุมดินต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของหอมแบ่งพันธุ์ลับแล
Effect of Mulching on Growth and Yield of Laplae Multiply Onion
โดย นางสาวพิมประพา สวัสดิ์วงษ์
ชื่อปริญญา วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์)
ปีการศึกษา 2558
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประภัสสร น้อยทรง
ศึกษาผลของวัสดุคลุมดินต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของหอมแบ่งพันธุ์ลับแล วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Designs(RCBD) โดยแบ่งการทดลองออกเป็น4 กลุ่มทดลอง กลุ่มทดลองละ 3 ซ้ำๆ ละ 1 แปลง ดังนี้ กลุ่มทดลองที่ 1 ไม่ใช้วัสดุคลุมดิน กลุ่มทดลองที่ 2 คลุมดินด้วยแกลบดิบ กลุ่มทดลองที่ 3 คลุมดินด้วยฟางข้าว และกลุ่มทดลองที่ 4 คลุมดินด้วยผักตบชวา ผลการทดลองพบว่า ด้านการเจริญเติบโต การใช้ผักตบชวาเป็นวัสดุคลุมดินมีความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากมีความสูงเฉลี่ยของต้นมากที่สุด คือ 26.71 เซนติเมตร และมีแนวโน้มให้ความยาวรากเฉลี่ยและอุณหภูมิภายใต้วัสดุปลูกช่วงเที่ยงและช่วงเย็นน้อยที่สุด คือ 7.00 เซนติเมตร และ 32.77 องศาเซลเซียส และ 31.48 องศาเซลเซียส ตามลำดับ รองลงมาคือ การใช้ฟางข้าว มีความสูงเฉลี่ยของ-ต้น ความยาวรากเฉลี่ย อุณหภูมิภายใต้วัสดุปลูกช่วงเที่ยงและช่วงเย็นปานกลาง คือ 25.15 เซนติเมตร 7.20 เซนติเมตร 33.98 องศาเซลเซียส และ 32.33 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนด้านการให้ผลผลิตพบว่า การใช้แกลบดิบเป็นวัสดุคลุมดินมีความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มให้จำนวนการแตกกอเฉลี่ยและน้ำหนักผลผลิตเฉลี่ยทั้งกิโลกรัมต่อแปลงและกิโลกรัมต่อไร่มากที่สุด คือ 4.29 กอต่อต้น 0.57 กิโลกรัมต่อแปลง และ 90.66 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ รองลงมาคือ การใช้ผักตบชวาเป็นวัสดุคลุมดิน มีจำนวนการแตกกอเฉลี่ยและน้ำหนักผลผลิตเฉลี่ยทั้งกิโลกรัมต่อแปลงและกิโลกรัมต่อไร่ เท่ากับ 4.10 กอต่อต้น 0.53 กิโลกรัมต่อแปลง และ 85.33 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ดังนั้นหากต้องการเลือกใช้วัสดุคลุมดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของหอมแบ่ง ถ้าดูในภาพรวม การเลือกใช้ผักตบชวาเป็นวัสดุคลุมดิน น่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด รองลงมาคือแกลบดิบ ถึงแม้ว่าบางดัชนีตัวชี้วัดของผักตบชวาจะมีค่าน้อยกว่าแกลบดิบ แต่ก็ไม่แตกต่างกันทางสถิติ และการมีวัสดุคลุมดินช่วยลดอุณหภูมิของวัสดุปลูกได้ดีกว่าการไม่ใช้วัสดุคลุมดิน